ผู้การฯสาม สั่งชุดสอบเร่งหาสาเหตุไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ความเสียหายกว่า 20 ลำ ยังไม่ฟันธงสาเหตุ

🔥 ผู้การฯสาม สั่งชุดสอบเร่งหาสาเหตุไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ความเสียหายกว่า 20 ลำ ยังไม่ฟันธงสาเหตุ
            🌱🌱 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุด พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปหรือฟันธงถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้ได้

 
                 👨‍🦰พล.ต.ต.สินเลิศ ระบุว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในเบื้องต้น พบว่าเรือที่ได้รับความเสียหายมีจำนวน ประมาณ 24 ลำ แบ่งเป็นเรือสปีดโบ๊ทและเรือประเภทอื่น รวมถึงเรือหางยาวบางส่วน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อไล่ลำดับเหตุการณ์และหาจุดเริ่มต้นของเพลิงไหม้
                🚩ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้เรียกสอบปากคำพยานที่พบเห็นเหตุการณ์และผู้ที่เข้าไปช่วยดับไฟในช่วงแรกแล้ว จำนวน 2 ปาก ซึ่งให้ข้อมูลว่าไม่พบเสียงระเบิด หรือประกายไฟผิดปกติก่อนเกิดเหตุ และไม่พบความขัดแย้งหรือประเด็นที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุแต่อย่างใด ในส่วนของสาเหตุเพลิงไหม้ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อระบุอย่างชัดเจนว่าเพลิงเกิดจากจุดใด และเกิดจากเรือลำใดเป็นต้นเหตุ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ

             🎗สำหรับความเสียหายเบื้องต้น พล.ต.ต.สินเลิศ เปิดเผยว่า จากการประเมินคร่าว ๆ มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงประมาณ 38 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอให้ผู้เสียหายทุกฝ่ายเข้าแจ้งความและยื่นรายละเอียดความเสียหายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความชัดเจนแก่สังคมและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
              🧭 จาการวิเคราะห์สรุปเหตุไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทท่าเทียบเรืออ่าวฉลองครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่จากข้อมูลของตำรวจภูเก็ตในขณะนี้ ยังไม่พบประเด็นความผิดปกติหรือหลักฐานชี้ชัดถึงการกระทำผิดใด ๆ สาเหตุยังต้องพึ่งพาผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนสรุปข้อเท็จจริง ท่ามกลางความเสียหายที่ประเมินมูลค่าสูงหลายสิบล้านบาท