จับมือข้ามอุตสาหกรรม! “ดีวานา” ผนึก “ไซม่อน คาบาเรต์ ภูเก็ต” ปั้น “Queen of the Night Card” หมุดหมายใหม่ท่องเที่ยวเวลเนสระดับโลก
🔴จับมือข้ามอุตสาหกรรม! “ดีวานา” ผนึก “ไซม่อน คาบาเรต์ ภูเก็ต” ปั้น “Queen of the Night Card” หมุดหมายใหม่ท่องเที่ยวเวลเนสระดับโลก
ภูเก็ต – ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกปี สองผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูเก็ตประกาศจับมือกันอย่างเป็นทางการ เมื่อ ดีวานา (divana) แบรนด์เวลเนสระดับลักชัวรีของไทย ร่วมกับ ไซม่อน คาบาเรต์ ภูเก็ต (Simon Cabaret Phuket) ผู้บุกเบิกวงการโชว์ระดับโลกที่เปิดการแสดงมานานกว่า 35 ปี เปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งใหม่ ผสานจุดแข็งด้าน “เวลเนส” และ “เอนเตอร์เทนเมนต์” เข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก ภายใต้แพ็กเกจนำร่อง “Queen of the Night Card” ซึ่งถูกวางให้เป็นมากกว่าแคมเปญโปรโมชัน แต่เป็นต้นแบบของแพลตฟอร์มพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่จะขยายผลต่อไปในอนาคต
♦️เมื่อการท่องเที่ยวไทยต้องแข่งกันที่ “คุณภาพประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ “จำนวนนักท่องเที่ยว”
ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายระบุตรงกันว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากการมองเห็นทิศทางเดียวกันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “Experience Economy” ซึ่งนักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงสถานที่สวยงาม แต่ต้องการประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำ เติมเต็มสุขภาวะทั้งกายและใจ และสะท้อนตัวตนของจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง
👨 คุณพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana มองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผู้มาเยือนอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่คุณภาพของประสบการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากย้อนกลับมาซ้ำ พร้อมย้ำว่าเวลเนสสำหรับ divana ไม่ใช่แค่บริการสปา แต่คือวิถีการดูแลคุณภาพชีวิตที่เชื่อมโยงกับการเดินทาง วัฒนธรรม และการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า
👨 ด้านคุณพรเทพ รวยริน รองประธานบริหาร บริษัท ภูเก็ตไซม่อนคาบาเรต์ จำกัด กล่าวเสริมว่า Simon Cabaret Phuket ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์นักท่องเที่ยวมาโดยตลอด และเชื่อว่าความร่วมมือกับ divana ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเวลเนสระดับลักชัวรีจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์
เจาะลึก “Queen of the Night Card” – เมื่อโชว์คาบาเรต์กลายเป็นสปาเอ็กซ์พีเรียนซ์
🎗หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือแพ็กเกจ Queen of the Night Card ซึ่งรวมองค์ประกอบ 3 ส่วนไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ได้แก่ บัตรเข้าชมโชว์ของ Simon Cabaret Phuket ที่นั่งระดับ VIP, โปรแกรม Queen of the Night Spa Experience ที่ divana ANDA Phuket และเซ็ตของใช้พิเศษเฉพาะแคมเปญอย่างครีมทามือและถุงหอมกลิ่นเฉพาะ (Customized Aroma Sachet) ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับธีมของโชว์ โดยมูลค่ารวมของแพ็กเกจอยู่ที่เกือบ 4,000 บาท แต่จำหน่ายจริงในราคาพิเศษ 1,999 บาท ผ่านช่องทาง OTA และพันธมิตรที่ร่วมรายการ
♦️ จากมุมมองของทีมผู้พัฒนาโปรแกรม สิ่งที่ทำให้แพ็กเกจนี้แตกต่างจากดีลท่องเที่ยวทั่วไป คือการออกแบบ “ประสาทสัมผัส” ให้ต่อเนื่องกันตลอดทริป กลิ่นหอมเฉพาะที่ใช้ในทรีตเมนต์สปาถูกวางให้เป็นกลิ่นเดียวกับที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสอีกครั้งขณะชมโชว์ที่ไซม่อน คาบาเรต์ เพื่อสร้างสิ่งที่ทีมงานเรียกว่า “ความทรงจำผ่านกลิ่น” ให้ผู้มาเยือนสามารถนึกย้อนถึงประสบการณ์ทั้งทริปได้แม้เดินทางกลับถึงบ้านแล้ว แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาการตลาดที่มองว่าประสบการณ์การเดินทางเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อความทรงจำได้มากกว่าการอ่านหรือรับข้อมูลจำนวนมาก
👨 ส่วน คุณธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด divana อธิบายว่า Queen of the Night Card ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแคมเปญส่งเสริมการขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นต้นแบบของ “Tourism Partnership Platform” ที่วางแผนจะขยายความร่วมมือไปยังโรงแรม รีสอร์ต สายการบิน ร้านอาหาร และบริษัทนำเที่ยวรายอื่น ๆ ในอนาคต โดยมองว่าโมเดลความร่วมมือแบบ Ecosystem จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มทั้งระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่
กลยุทธ์ “จับมือ ไม่แข่งกันเอง” ทางรอดของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
♦️ นอกเหนือจากรายละเอียดแพ็กเกจ ผู้บริหารฝ่ายไซม่อน คาบาเรต์ ยังสะท้อนภาพสถานการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ผันผวนสูง ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และแรงกดดันด้านต้นทุนแรงงาน โดยระบุว่าทางออกสำคัญของผู้ประกอบการในช่วงเวลานี้คือการทำ “collaboration” และ “partnership” ระหว่างธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน แทนที่จะพยายามลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดในภาวะที่ความเสี่ยงด้านการลงทุนสูงกว่าปกติ พร้อมยกจุดแข็งของประเทศไทยที่ไม่ใช่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดหรือถูกที่สุด แต่เป็นเรื่องของความใส่ใจในงานบริการและความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้
ความร่วมมือครั้งนี้ยังถูกวางกรอบให้เชื่อมโยงกับประเด็นสังคมและความยั่งยืน โดยฝ่ายไซม่อน คาบาเรต์ ระบุถึงการผลักดันประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นอีกมิติหนึ่งที่ทั้งสององค์กรต้องการร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ
ส่วนแผนต่อยอด: จากเวลเนส-เอนเตอร์เทนเมนต์ สู่แกสโทรโนมีและไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายระบุตรงกันว่า Queen of the Night Card เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างระบบนิเวศท่องเที่ยวแบบครบวงจรในภูเก็ต โดยมีแผนขยายความร่วมมือไปยังมิติอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต อาทิ ด้านแกสโทรโนมี (Gastronomy) และประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เพื่อยกระดับภูเก็ตจากจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวทั่วไป ให้กลายเป็น Global World-Class Destination ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Wellness & Well-being ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดท่องเที่ยวโลก
🎗ทั้งนี้ divana ยังคงยึดแนวทางธุรกิจแบบ Holistic Wellness ภายใต้หลัก Longevity, Sustainability และ Inclusive Well-being เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ความร่วมมือกับ Simon Cabaret Phuket ถูกมองเป็นก้าวแรกของการวางรากฐานระบบนิเวศ Luxury Wellness Tourism ที่ทั้งสององค์กรตั้งใจจะขยายพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อไปอย่างต่อเนื่อง
♦️ ส่วนทางด้าน โมเดล “Cross-Industry Collaboration” ทางรอดใหม่ของท่องเที่ยวไทย
ความร่วมมือระหว่าง divana และ Simon Cabaret Phuket สะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป นั่นคือการ “จับมือข้ามอุตสาหกรรม” (Cross-Industry Collaboration) แทนที่จะแข่งขันกันเดี่ยว ๆ ในตลาดที่ต้นทุนสูงขึ้นและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ การผนึกกำลังระหว่างธุรกิจเวลเนสกับธุรกิจบันเทิงจึงเป็นความพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องลงทุนสร้างสินทรัพย์ใหม่ทั้งหมด แต่ใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ในเชิงกลยุทธ์ตลาด แพ็กเกจ Queen of the Night Card ที่ตั้งราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงเกือบครึ่งหนึ่ง (1,999 บาท จากมูลค่าเกือบ 4,000 บาท) สะท้อนแนวคิด “การทดลองตลาด” (Market Testing) เพื่อวัดการตอบรับก่อนขยายผลเป็นแพลตฟอร์มพันธมิตรที่ใหญ่ขึ้นตามที่ผู้บริหารระบุไว้ ซึ่งหากโมเดลนี้ได้รับการตอบรับที่ดี อาจกลายเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการรายอื่นในภูเก็ตและจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ นำไปปรับใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสายการบิน ที่มีแนวโน้มจะถูกดึงเข้าสู่ระบบนิเวศนี้ตามที่ divana วางแผนไว้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือความสามารถในการรักษาคุณภาพของประสบการณ์เมื่อขยายพันธมิตรออกไปในวงกว้าง รวมถึงความยั่งยืนของโมเดลราคาพิเศษในระยะยาว เพราะหากยังต้องพึ่งพาส่วนลดสูงเพื่อกระตุ้นตลาดต่อเนื่อง อาจกระทบต่อมูลค่าแบรนด์ของทั้งสองฝ่ายในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันการที่ทั้งสององค์กรวางเป้าหมายให้ครอบคลุมประเด็นความยั่งยืนและความเท่าเทียมทางเพศควบคู่ไปด้วย ก็เป็นสัญญาณบวกที่สอดคล้องกับทิศทางท่องเที่ยวโลกที่ให้น้ำหนักกับ ESG และ Responsible Tourism มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยรวมแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญการตลาดระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณของการปรับตัวเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ที่เริ่มมองหาพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยว ในจังหวะที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
#ท่องเที่ยวภูเก็ต #divana #SimonCabaretPhuket #QueenOfTheNightCard #LuxuryWellnessTourism #ท่องเที่ยวไทย #WellnessTourism #ExperienceEconomy #ภูเก็ต #TourismPartnership #Phuketprice
































