ผู้ว่าฯ ภูเก็ต บรรยายเสนาธิการทหาร–ร่วมถ่ายทอดแนวคิดบริหารวิกฤต ชูจุดแข็ง “ปรับตัว–สร้างทีม–ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานการท่องเที่ยว”

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต บรรยายเสนาธิการทหาร–ร่วมถ่ายทอดแนวคิดบริหารวิกฤต ชูจุดแข็ง “ปรับตัว–สร้างทีม–ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานการท่องเที่ยว”

            วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมบรรยายพิเศษแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 67 และหลักสูตรเสนาธิการร่วม รุ่นที่ 7 ประจำปีการศึกษา 2569 ในโอกาสเดินทางศึกษาดูงานภาคใต้และศึกษาภูมิประเทศ ระหว่างวันที่ 7–12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมบอลรูม ชั้น 2 โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

            โดยมี พลเรือตรี เอกชัย สุขวรรณโณ รองผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร สปท., พลเรือตรี สถาพร วาจรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 และ น.อ.พรพรหม สกุลเต็ม ผู้อำนวยการกองยุทธการ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้เข้ารับการฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 160 คน ประกอบด้วยนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ และนายทหารมิตรประเทศจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการบริหารทางการทหาร ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร และการปฏิบัติการร่วม/ผสม

           ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวบรรยายถึงภาพรวมการบริหารจัดการบ้านเมืองในภาวะวิกฤต โดยระบุว่า “จุดแข็งของภูเก็ตคือความสามารถในการปรับตัว” โดยในช่วงที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลง ภูเก็ตสามารถขยายตลาดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ทำให้รายได้ท่องเที่ยวสามารถทดแทนในช่วงโลว์ซีซันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           พร้อมระบุว่า แม้ในฤดูฝน ภูเก็ตยังคงมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ต่อเนื่อง และย้ำถึงความสำคัญของระบบคมนาคมทางอากาศที่ต้องดำเนินการได้ตลอดทั้งปี โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา

          ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจว่า จังหวัดภูเก็ตมีมูลค่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยรายได้ราว 20,000 ล้านบาทถูกนำกลับออกนอกพื้นที่ ขณะที่กว่า 480,000 ล้านบาทยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในจังหวัด โดยแบ่งเป็นค่าที่พักประมาณ 30% (ธุรกิจโรงแรม) และค่าอาหารประมาณ 30% คิดเป็นมูลค่าราว 150,000–200,000 ล้านบาท เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองที่มีการบริโภคสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป

             อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ มากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปลาเก๋าจากเมียนมา ปลาเต๋าเต้ยน้ำลึกจากศรีลังกา รวมถึงสินค้าอาหารทะเลอื่น ๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้สินค้าท้องถิ่น เช่น กุ้งมังกรภูเก็ต สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตยังเน้นย้ำว่า “หัวใจสำคัญในภาวะวิกฤตคือความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม (Team Building)” โดยทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิด เคารพกฎหมาย และสร้างความสัมพันธ์การทำงานตั้งแต่ภาวะปกติ แม้จะเหลือระยะเวลาราชการอีก 6 ปีก่อนเกษียณ แต่การสร้างระบบทีมยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

             พร้อมยกแนวทางการบูรณาการร่วมกับฝ่ายทหาร โดยแบ่งบทบาทการทำงานเป็น 3 ระดับ ได้แก่ “แนวหน้า” ให้ฝ่ายทหารรับผิดชอบกำลังหลัก “ส่วนหลัง” ให้ฝ่ายปกครองดูแล และ “ส่วนลึก” ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการ หากสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

              สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เกิดความเข้าใจปัญหาในทางปฏิบัติ แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน และร่วมกันแก้ไขข้อขัดข้อง เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม รวมถึงพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายใหม่และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการยุติธรรมแก่บุคลากรในจังหวัด