CEO “โบ๊ทพัฒนา” ชี้ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตไม่ดรอป แต่คู่แข่งพุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
📰 CEO “โบ๊ทพัฒนา” ชี้ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตไม่ดรอป แต่คู่แข่งพุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
🎙️ เปิดมุมมองผู้ประกอบการรายใหญ่ต่อทิศทางเศรษฐกิจภูเก็ต โดยคุณภาณุพงศ์ กริชจนรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบ๊ทพัฒนา จำกัด เปิดเผยมุมมองต่อภาพรวมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ผ่านการวิเคราะห์ทั้งด้านพอร์ตโครงการของบริษัท ทิศทางกำลังซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ผลกระทบเชิงนโยบาย และข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวในระยะยาว
🏗️ คุณภาณุพงศ์ กริชจนรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โบ๊ทพัฒนา จำกัด เผยถึงการอัปเดตพอร์ตโครงการ ที่ครบทุกโซนครอบคลุมเกาะภูเก็ต โดยความเคลื่อนไหวโครงการของบริษัทและพันธมิตรร่วมทุน (Joint Venture) ที่กระจายอยู่ทั่วเกาะภูเก็ต ดังนี้
🏝️ โซนกมลา–ท้ายเกาะ The Chardonnay คอนโดมิเนียมของบริษัทเอง เหลือขายเพียง 1 ยูนิต
Sea Theatre Rawai โครงการร่วมทุนกับ SC วิลล่าติดทะเลหาดกมลา ราคาเริ่มต้น 90–120 ล้านบาท วิลล่าติดทะเลสาบกลางเมือง ราคาเริ่มต้นประมาณ 40 ล้านบาท
🏘️ โซนสามกอง (เปิดตัวโครงการปลายปีนี้) โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์อังกฤษแบบชนบท เน้นความอบอุ่นมากกว่าความหรูหรา ราคาเริ่มต้นที่ 9 ล้านบาท ถึงประมาณ 15 ล้านบาท พื้นที่โครงการรวม 70 ไร่ เริ่มเฟสแรก 20 ไร่ ประมาณ 76 หลัง ขนาดที่ดินเริ่มต้น 50–80 ตารางวา กลุ่มเป้าหมายหลักๆ คือ กลุ่มคนไทยที่ทำงานในเมืองและลูกค้าเก่าที่ต้องการขยายหรือลดขนาดครอบครัว คาดเปิดตัวช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ
🌊 โซนเหนือเกาะ–หาดสุรินทร์ The Aqua คอนโดมิเนียม เหลือเพียงแค่ 3–5 ยูนิต The Pettit Tycoon โครงการร่วมทุนที่หาดสุรินทร์ ยอดขายไปแล้วกว่า 95% เหลือเพียงไม่กี่ยูนิต ส่วน The Pettit Terra คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ อยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินและออกแบบ ที่เจาะกลุ่มนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ซื้อวิลล่าไม่ได้ คาดเปิดตัวเร็วสุดช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ หรือ มกราคมปีหน้า
💰 คุณภาณุพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ด้านการลงทุนตลาดไม่ดรอป แต่แข่งขันดุเดือดขึ้น ให้ความเห็นเชิงเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจว่า การลงทุนจากต่างชาติในภูเก็ต “ไม่ได้ลดลง แต่คนแบ่งเค้กเยอะขึ้น” สะท้อนถึงภาวะที่ดีมานด์รวมของตลาดยังทรงตัว แต่จำนวนผู้เล่น (Supply Side) เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการเติบโตของดีมานด์ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดต่อรายลดลง ทั้งนี้ขอแนะนำแนวทางรับมือด้วยกลยุทธ์ Niche Market หรือตลาดเฉพาะกลุ่ม แทนการไล่ตามเมกะเทรนด์ที่ทุกรายทำเหมือนกัน เพราะแม้ตลาดใหญ่จะมีลูกค้าเยอะ แต่ก็มาพร้อมคู่แข่งที่เยอะตามไปด้วยเช่นกัน
🌏 นอกจากนี้ คุณภาณุพงศ์ ได้ระบุว่าต่ออีกว่า โครงสร้างกำลังซื้อต่างชาติเปลี่ยนขั้ว ส่วนด้านโครงสร้างลูกค้าต่างชาติ กลุ่มหลักยังคงเป็นยุโรปและรัสเซีย ควบคู่กับลูกค้าคนไทย ขณะที่ กลุ่มจีนหายไปจากตลาดอย่างชัดเจน ผลจากการประเมินน่าจะมาจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศจีนเอง ประกอบกับมาตรการควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศที่เข้มงวดขึ้น
ในทางกลับกัน กลุ่มที่เริ่มมีสัญญาณเติบโตชัดเจนคือ อินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งมองว่าเป็นตลาดใหม่ที่ต้องปรับกลยุทธ์การออกแบบให้มีความเป็นสากล (International) มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่าเดิม
🗳️ คุณภาณุพงศ์ ยังได้กล่าวถึง มุมมองที่มีผลกระทบต่อการเมืองรวมถึงนโยบายวีซ่า ตราบใดที่สถานการณ์ทางการเมืองระดับประเทศ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูเก็ต ผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาฯ ที่มีการจำกัด ยกเว้นประเด็นนโยบายที่กระทบต่อนักท่องเที่ยวโดยตรง เช่น นโยบายฟรีวีซ่า ที่อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่ในทางกลับกันก็ทำหน้าที่คัดกรองนักท่องเที่ยวบางกลุ่มไปพร้อมๆกัน ซึ่งแนวทาง “สายกลาง” คือควรให้วีซ่าที่สะดวก แต่ยังคงมีระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ แทนการเลือกสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง
🏛️ สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐ และความรับผิดชอบของภาคเอกชน ในประเด็นนี้ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว คุณภาณุพงศ์ ยังได้ระบุต่ออีกว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องการมากที่สุดจากภาครัฐคือการลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ได้แก่ ระบบถนนและการจราจร ระบบขนส่งมวลชน การจัดการน้ำประปาในช่วงหน้าแล้ง และเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม แม้ทางผู้ประกอบการจะออกมาเรียกร้องฝ่ายเดียวจากภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ภาคเอกชนเองก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไป โดยยกตัวอย่างนโยบายของบริษัทที่ออกแบบห้องขนาดใหญ่และจัดสรรที่จอดรถเกิน 70% ในทุกโครงการ เพื่อป้องกันปัญหาที่จอดรถล้นไปสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนโดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักไม่เกิดขึ้นกับโครงการที่เน้นขายห้องเล็กราคาถูกในเขตเมือง
🔍 มุมมองของ คุณภาณุพงศ์ กริชจนรัช ที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ในลักษณะ “ดีมานด์คงที่ แต่อุปทานขยายตัวเร็วกว่า” ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม การปรับกลยุทธ์สู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และการกระจายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ราคา สะท้อนแนวทางบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น ในภาวะแข่งขันสูง
แต่ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกำลังซื้อต่างชาติ จากกลุ่มจีนที่หดตัว สู่กลุ่มอินเดียและตะวันออกกลางที่เติบโต ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการทั้งอุตสาหกรรมต้องจับตา เพราะอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนดีไซน์และกลยุทธ์ทางการตลาดในภาพรวมของทั้งจังหวัด
ส่วนข้อเสนอเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ยังตามหลังการเติบโตของเมืองท่องเที่ยว ได้ตอกย้ำความท้าทายเชิงนโยบายที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข ควบคู่ไปกับการยอมรับว่าภาคเอกชนเองก็มีบทบาทในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนเช่นกัน
#โบ๊ทพัฒนา #ภาณุพงศ์กริชจนรัช #เศรษฐกิจภูเก็ต #อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต #ลงทุนภูเก็ต #Phuketprice #หาดสุรินทร์ #ท่องเที่ยวภูเก็ต #นักลงทุนต่างชาติ #ตลาดอสังหาฯ


















